TH

|

EN

สารพันวิธีให้ร้อนนี้ไม่มีฮีทสโตรก

สารพันวิธีให้ร้อนนี้ไม่มีฮีทสโตรก

มีนาคม 26, 2564 |
โพสโดย : maxi |

ปกติประเทศไทยก็ร้อนอยู่แล้ว แต่ยิ่งใกล้จะถึงฤดูร้อนเท่าไหร่ก็ยิ่งร้อนอบอ้าวมากขึ้นเท่านั้น รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่มาพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ใช่แค่อากาศร้อนๆ หรืออาการเหนียวเนื้อเหนียวตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรคฮีทสโตรกที่อาจทำให้เสียชีวิตได้! อย่าชะล่าใจไปว่าเราอยู่กับอากาศร้อนมาตั้งแต่เกิดจนชินคงไม่เป็นไร เพราะใครๆ ก็อาจเป็นโรคฮีทสโตรกขึ้นมาก็ได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุและสัตว์เลี้ยงนั้นถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

 

 

 

โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือ โรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนได้จนทำให้อุณหภูมิแกนของร่างกายที่วัดได้ทางทวารหนักสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส (หากวัดอุณหภูมิทางหน้าผาก หู หรือปาก จะได้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิแกนจริงของร่างกาย) ส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อระบบอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ ระบบเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

 

 

 

 

ในเบื้องต้นผู้ที่เป็นโรคฮีทสโตรกจะมีอาการเพลียแดดหรือเป็นตะคริวแดด ตัวร้อนจัด หน้าแดง ปวดศีรษะ หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ กระหายน้ำ หอบ หัวใจเต้นเร็ว หากเริ่มมีอาการทางระบบประสาทด้วยก็จะพูดจาสับสน เพ้อ เห็นภาพหลอน เดินเซ อาจชักและหมดสติได้ ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็มีโอกาสที่ระบบประสาทจะเกิดความพิการอย่างถาวร โดยกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กและผู้สูงอายุที่ระบบการระบายและการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไต และกลุ่มคนอ้วนที่มีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนา ทำให้ผิวหนังระบายความร้อนได้ยากกว่าคนทั่วไป

 

 

 

 

แต่รู้มั้ย นอกจากคนอย่างเราๆ สัตว์ต่างๆ ก็สามารถเป็นโรคฮีทสโตรกได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกระต่ายที่ไม่มีต่อมเหงื่อเหมือนสัตว์ชนิดอื่น และกลุ่มสุนัขพันธุ์หน้าสั้นที่จะระบายความร้อนทางด้านการหายใจได้ไม่ดี ดังนั้นถ้าใครมีสัตว์เลี้ยงก็หมั่นสังเกตสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้ดีว่ามีอาการแปลกไปไหม ถ้าเห็นเขาเริ่มหอบ หายใจไม่ทัน จมูกเปียก น้ำลายยืด ตัวร้อน ขาหนีบร้อนผิดปกติ หรือนอนนิ่ง ชัก เกร็ง ให้รีบปฐมพยาบาลและพาสัตว์เลี้ยงส่งโรงพยาบาลเพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที

 

 

ถึงแม้โรคฮีทสโตรกจะดูอันตรายและรุนแรง แต่เราก็ยังมีวิธีป้องกันได้อยู่นะ

                1. อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือจิบน้ำบ่อยๆ อยู่เสมอ ทางที่ดีที่สุดควรพกกระติกน้ำติดตัวเอาไว้เลย เราจะได้รู้ด้วยว่าวันนี้เราดื่มน้ำเพียงพอแล้วหรือยัง นอกจากนั้นให้เราลองสังเกตการปัสสาวะของตนเองดูก็ดีนะ หากเป็นคนไม่ค่อยปัสสาวะหรือปัสสาวะเป็นสีเข้ม นั่นแสดงว่าเรายังดื่มน้ำน้อยเกินไป อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์เพราะอาจทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ นอกจากนั้นแอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขาดประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิอีกด้วย

                3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแดดจัดเป็นเวลานาน หากเป็นงานที่เลี่ยงไม่ได้ก็ควรมีตัวช่วยอื่นๆ เพื่อบรรเทาความร้อน เช่น หมวกปีกกว้าง ร่มบังแดด พัดหรือพัดลมพกพา น้ำดื่ม ผ้าเย็น

4. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหม เพราะการออกกำลังกายก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นเช่นกัน

5. เลือกใส่เสื้อผ้าสีอ่อนและระบายความร้อนได้ดี เพราะเสื้อผ้าสีเข้มหรือสีดำนั้นจะดูดความร้อน ส่วนเสื้อผ้าที่มีเนื้อหนาหรือรัดแน่น เช่น กางเกงยีนส์สกินนี่ต่างๆ ควรพับเก็บไว้ก่อน ในสภาพอากาศร้อนจัดอย่างนี้ยังไม่ควรเอาออกมาใส่นะ

6. ระวังอย่าปล่อยให้เด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงติดอยู่ในรถที่ดับเครื่องยนต์กลางแดดจัด เพราะแค่เพียง 10 นาที อุณหภูมิในรถจะสูงขึ้นมากกว่าเดิมได้ถึง 6 องศา สามารถทำให้เสียชีวิตได้

7. จัดบริเวณที่อยู่อาศัยให้มีอากาศถ่ายเทปลอดโปร่ง มีม่านกันแสงในบริเวณที่แดดส่องถึง หรือการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงารอบตัวบ้านก็ช่วยลดความรุนแรงของแสงแดดและช่วยลดอุณหภูมิลงได้เช่นกัน

นอกจากนี้เมื่อพบเห็นใครที่มีอาการฮีทสโตรก ให้รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการพาเข้าที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท จับผู้ป่วยให้อยู่ในท่านอนราบ ยกเท้าสูงเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดี ปลดคลายเสื้อผ้าไม่ให้รัดแน่น ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือห่อน้ำแข็งเช็ดตัวให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณข้อพับต่างๆ หากผู้ป่วยยังไม่หมดสติก็ให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ และรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

 

 

แต่ถ้าหากสัตว์เลี้ยงมีอาการฮีทสโตรก อย่าใช้ผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดตัวน้องๆ เชียวล่ะ เพราะน้ำเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ไม่สามารถระบายความร้อนได้ ส่วนถ้าใช้น้ำอุ่นก็จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว อาจทำให้เกิดภาวะช็อก วิธีที่ถูกต้องคือควรใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติค่อยๆ เช็ดบริเวณใต้ท้องและใต้อุ้งเท้า ระวังอย่าทำให้อุณหภูมิของสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนกะทันหัน การพาไปแช่น้ำเย็นหรือรีบพาเข้าห้องแอร์อาจทำให้ช็อกได้ หากปฐมพยาบาลแล้วยังอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพาน้องไปหาคุณหมอจะดีที่สุด

                การป้องกันโรคฮีทสโตรกนั้นไม่ยากเลยใช่ไหม อีกทั้งบางอย่างเราก็สามารถฝึกให้เป็นนิสัยที่ดีได้ด้วย เช่น การจิบน้ำบ่อยๆ การกางร่มเมื่อต้องออกแดด และการลดคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เคล็ดลับอีกอย่างคือเจลลดไข้ก็สามารถช่วยบรรเทาความร้อนได้ด้วยนะ แม้จะทำงานอยู่ในอาคารก็สามารถใช้เจลลดไข้แปะหน้าผากหรือหลังคอเพื่อช่วยลดอุณหภูมิได้ แถมความเย็นจากเจลยังช่วยให้สมองปลอดโปร่งทำงานได้อย่างโลดแล่นอีกด้วย

 

"</span

ปกติประเทศไทยก็ร้อนอยู่แล้ว แต่ยิ่งใกล้จะถึงฤดูร้อนเท่าไหร่ก็ยิ่งร้อนอบอ้าวมากขึ้นเท่านั้น รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่มาพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ใช่แค่อากาศร้อนๆ หรืออาการเหนียวเนื้อเหนียวตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรคฮีทสโตรกที่อาจทำให้เสียชีวิตได้! อย่าชะล่าใจไปว่าเราอยู่กับอากาศร้อนมาตั้งแต่เกิดจนชินคงไม่เป็นไร เพราะใครๆ ก็อาจเป็นโรคฮีทสโตรกขึ้นมาก็ได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุและสัตว์เลี้ยงนั้นถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ

 

 

 

โรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือ โรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนได้จนทำให้อุณหภูมิแกนของร่างกายที่วัดได้ทางทวารหนักสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส (หากวัดอุณหภูมิทางหน้าผาก หู หรือปาก จะได้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิแกนจริงของร่างกาย) ส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อระบบอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ ระบบเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

 

 

 

 

ในเบื้องต้นผู้ที่เป็นโรคฮีทสโตรกจะมีอาการเพลียแดดหรือเป็นตะคริวแดด ตัวร้อนจัด หน้าแดง ปวดศีรษะ หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ กระหายน้ำ หอบ หัวใจเต้นเร็ว หากเริ่มมีอาการทางระบบประสาทด้วยก็จะพูดจาสับสน เพ้อ เห็นภาพหลอน เดินเซ อาจชักและหมดสติได้ ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็มีโอกาสที่ระบบประสาทจะเกิดความพิการอย่างถาวร โดยกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กและผู้สูงอายุที่ระบบการระบายและการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคไต และกลุ่มคนอ้วนที่มีชั้นไขมันใต้ผิวหนังหนา ทำให้ผิวหนังระบายความร้อนได้ยากกว่าคนทั่วไป

 

 

 

 

แต่รู้มั้ย นอกจากคนอย่างเราๆ สัตว์ต่างๆ ก็สามารถเป็นโรคฮีทสโตรกได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกระต่ายที่ไม่มีต่อมเหงื่อเหมือนสัตว์ชนิดอื่น และกลุ่มสุนัขพันธุ์หน้าสั้นที่จะระบายความร้อนทางด้านการหายใจได้ไม่ดี ดังนั้นถ้าใครมีสัตว์เลี้ยงก็หมั่นสังเกตสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้ดีว่ามีอาการแปลกไปไหม ถ้าเห็นเขาเริ่มหอบ หายใจไม่ทัน จมูกเปียก น้ำลายยืด ตัวร้อน ขาหนีบร้อนผิดปกติ หรือนอนนิ่ง ชัก เกร็ง ให้รีบปฐมพยาบาลและพาสัตว์เลี้ยงส่งโรงพยาบาลเพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที

 

 

ถึงแม้โรคฮีทสโตรกจะดูอันตรายและรุนแรง แต่เราก็ยังมีวิธีป้องกันได้อยู่นะ

                1. อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือจิบน้ำบ่อยๆ อยู่เสมอ ทางที่ดีที่สุดควรพกกระติกน้ำติดตัวเอาไว้เลย เราจะได้รู้ด้วยว่าวันนี้เราดื่มน้ำเพียงพอแล้วหรือยัง นอกจากนั้นให้เราลองสังเกตการปัสสาวะของตนเองดูก็ดีนะ หากเป็นคนไม่ค่อยปัสสาวะหรือปัสสาวะเป็นสีเข้ม นั่นแสดงว่าเรายังดื่มน้ำน้อยเกินไป อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์เพราะอาจทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ นอกจากนั้นแอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขาดประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิอีกด้วย

                3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแดดจัดเป็นเวลานาน หากเป็นงานที่เลี่ยงไม่ได้ก็ควรมีตัวช่วยอื่นๆ เพื่อบรรเทาความร้อน เช่น หมวกปีกกว้าง ร่มบังแดด พัดหรือพัดลมพกพา น้ำดื่ม ผ้าเย็น

4. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหม เพราะการออกกำลังกายก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นเช่นกัน

5. เลือกใส่เสื้อผ้าสีอ่อนและระบายความร้อนได้ดี เพราะเสื้อผ้าสีเข้มหรือสีดำนั้นจะดูดความร้อน ส่วนเสื้อผ้าที่มีเนื้อหนาหรือรัดแน่น เช่น กางเกงยีนส์สกินนี่ต่างๆ ควรพับเก็บไว้ก่อน ในสภาพอากาศร้อนจัดอย่างนี้ยังไม่ควรเอาออกมาใส่นะ

6. ระวังอย่าปล่อยให้เด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงติดอยู่ในรถที่ดับเครื่องยนต์กลางแดดจัด เพราะแค่เพียง 10 นาที อุณหภูมิในรถจะสูงขึ้นมากกว่าเดิมได้ถึง 6 องศา สามารถทำให้เสียชีวิตได้

7. จัดบริเวณที่อยู่อาศัยให้มีอากาศถ่ายเทปลอดโปร่ง มีม่านกันแสงในบริเวณที่แดดส่องถึง หรือการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงารอบตัวบ้านก็ช่วยลดความรุนแรงของแสงแดดและช่วยลดอุณหภูมิลงได้เช่นกัน

นอกจากนี้เมื่อพบเห็นใครที่มีอาการฮีทสโตรก ให้รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการพาเข้าที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท จับผู้ป่วยให้อยู่ในท่านอนราบ ยกเท้าสูงเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดี ปลดคลายเสื้อผ้าไม่ให้รัดแน่น ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือห่อน้ำแข็งเช็ดตัวให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณข้อพับต่างๆ หากผู้ป่วยยังไม่หมดสติก็ให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ และรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

 

 

แต่ถ้าหากสัตว์เลี้ยงมีอาการฮีทสโตรก อย่าใช้ผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดตัวน้องๆ เชียวล่ะ เพราะน้ำเย็นจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ไม่สามารถระบายความร้อนได้ ส่วนถ้าใช้น้ำอุ่นก็จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว อาจทำให้เกิดภาวะช็อก วิธีที่ถูกต้องคือควรใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติค่อยๆ เช็ดบริเวณใต้ท้องและใต้อุ้งเท้า ระวังอย่าทำให้อุณหภูมิของสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนกะทันหัน การพาไปแช่น้ำเย็นหรือรีบพาเข้าห้องแอร์อาจทำให้ช็อกได้ หากปฐมพยาบาลแล้วยังอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพาน้องไปหาคุณหมอจะดีที่สุด

                การป้องกันโรคฮีทสโตรกนั้นไม่ยากเลยใช่ไหม อีกทั้งบางอย่างเราก็สามารถฝึกให้เป็นนิสัยที่ดีได้ด้วย เช่น การจิบน้ำบ่อยๆ การกางร่มเมื่อต้องออกแดด และการลดคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เคล็ดลับอีกอย่างคือเจลลดไข้ก็สามารถช่วยบรรเทาความร้อนได้ด้วยนะ แม้จะทำงานอยู่ในอาคารก็สามารถใช้เจลลดไข้แปะหน้าผากหรือหลังคอเพื่อช่วยลดอุณหภูมิได้ แถมความเย็นจากเจลยังช่วยให้สมองปลอดโปร่งทำงานได้อย่างโลดแล่นอีกด้วย

 

"</span

SHARE