TH

|

EN

วัคซีนโควิด-19 จากทุกมุมโลก

วัคซีนโควิด-19 จากทุกมุมโลก

เมษายน 02, 2564 |
โพสโดย : maxi |

ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากหลากหลายบริษัททั่วทุกมุมโลก จวบจนถึงวันนี้ในหลายๆ ประเทศก็ได้เริ่มทยอยฉีดวัคซีนกันไปแล้วกว่า 100 ล้านโดส โดยกลุ่มอาเซียนเองก็มีประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ได้รับวัคซีนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากนั้นก็ตามมาด้วยประเทศอินโดนีเซีย และประเทศลาว ส่วนประเทศไทยนั้นมีแผนที่จะฉีดวัคซีน Sinovac ให้ได้ 2 ล้านโดสภายในเดือนพฤษภาคม และวัคซีน AstraZeneca อีก 61 ล้านโดสภายในเดือนธันวาคมปีนี้ ซึ่งวัคซีนแต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร หรือมีผลข้างเคียงใดที่ต้องระวัง เราได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ให้ดังต่อไปนี้

 

AstraZeneca-Oxford

วัคซีน AstraZeneca เป็นวัคซีนชนิด Viral Vector สามารถใช้ได้กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มีขนาดในการให้ทั้งหมด 2 โดส แต่ละโดสห่างกัน 3 สัปดาห์ โดยวัคซีนนี้สามารถเก็บรักษาในตู้เย็นได้อย่างน้อย 6 เดือน ผลการทดสอบในเฟส 3 ของวัคซีน AstraZeneca พบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันอาการป่วยได้เฉลี่ย 70% ตั้งแต่การฉีดโดสแรก และยังลดการแพร่เชื้อแบบที่ไม่มีอาการลงไปได้ถึง 67% ซึ่งในการทดสอบนี้มีอาสาสมัครเข้าร่วมทั้งสิ้นเกือบ 2 หมื่นคนจากประเทศอังกฤษ บราซิล และแอฟฟริกาใต้ โดยองค์กรยายุโรป (EMA) ระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนโดยเฉลี่ย 50% จะมีผลข้างเคียงเป็นอาการปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่โดสที่สองผลข้างเคียงจะลดลง

ทว่ากับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟฟริกาใต้ที่กลายพันธุ์นั้น วัคซีน AstraZeneca ใช้ได้ผลแค่เพียง 10% - 50% หรือเรียกว่าแทบจะไม่ได้ผลเลย นอกจากนั้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในประเทศออสเตรีย เดนมาร์กและนอร์เวย์ มีรายงานการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 22 ราย เสียชีวิต 1 ราย หลังจากฉีดไปแล้วราว 3 ล้านโดส คิดเป็นอัตราการเกิด 7 คน ต่อ 1 ล้านคน ทั้งนี้หลายประเทศในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น เดนมาร์ก นอร์เวย์ เยอรมนี สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส ก็ได้สั่งระงับการฉีดวัคซีน AstraZeneca ไว้ชั่วคราว

 

 

Pfizer-BioNTech

วัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นวัคซีนชนิด mRNA เกิดจากความร่วมมือของบริษัท Pfizer จากประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัท BioNTech จากประเทศเยอรมนี ซึ่งผลจากการทดสอบในเฟส 3 กับอาสาสมัครกว่า 43,000 คนพบว่าวัคซีน Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพถึง 95%

วัคซีนนี้มีขนาดการให้ทั้งหมด 2 โดส แต่ละโดสห่างกัน 3 สัปดาห์ โดยผู้ที่จะได้รับวัคซีนต้องมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ผลข้างเคียงทั่วไปที่ไม่รุนแรงได้แก่ อาการปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน อ่อนเพลีย ปวดหัว เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดตามข้อต่อ ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่าผลข้างเคียงของการฉีดโดสที่สองอาจมีอาการรุนแรงกว่าโดสแรกได้สูงสุดถึง 4 เท่า ส่วนทางด้านระบบรายงานผลข้างเคียงจากวัคซีน (VAERS) ซึ่งเป็นโครงการติดตามผลวัคซีนโดยความร่วมมือของ CDC และองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ระบุว่าในการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech จะพบการเกิดอาการแพ้รุนแรงในอัตรา 5 คน ต่อ 1 ล้านคน

นอกเหนือจากนั้นข้อเสียหลักของวัคซีน Pfizer-BioNTechคือความยากในการเก็บรักษาและขนส่ง เพราะวัคซีนชนิดนี้จำเป็นต้องจัดเก็บที่อุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส ทำให้การขนส่งระหว่างประเทศมีต้นทุนสูง

 

 

Moderna

            วัคซีน Moderna ผลิตโดยบริษัท Moderna ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกับวัคซีน Pfizer-BioNTech ดังนั้นจึงมีผลข้างเคียงทั่วไปที่ไม่รุนแรงคล้ายคลึงกัน แต่วัคซีนจาก Moderna นั้นจะก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรงน้อยกว่าวัคซีน Pfizer-BioNTech โดยมีอัตราการแพ้รุนแรงอยู่ที่ 3 คน ต่อ 1 ล้านคน

                วัคซีน Moderna มีขนาดการให้ทั้งหมด 2 โดส แต่ละโดสห่างกัน 4 สัปดาห์ โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งผลจากการทดสอบในเฟส 3 พบว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 ได้ถึง 94%

 

 

 

Sinovac

                วัคซีน Sinovac เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย ผลิตโดยบริษัท Sinovac Biotech จากประเทศจีน วัคซีนนี้มีขนาดการให้ทั้งหมด 2 โดส แต่ละโดสห่างกัน 2 สัปดาห์ สามารถเก็บรักษาได้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2 - 8 องศาเซลเซียส โดยผู้ที่จะได้รับวัคซีนต้องมีอายุระหว่าง 18 - 59 ปี เนื่องจากยังไม่มีผลงานวิจัยออกมารองรับประสิทธิภาพอย่างเพียงพอสำหรับกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และสูงกว่า 59 ปี

จากการทดสอบวัคซีนในประเทศบราซิล ตุรกี และอินโดนีเซีย พบว่าผลที่ได้ค่อนข้างหลากหลายและแตกต่างกันอยู่มาก ในประเทศตุรกีที่มีผู้เข้าร่วมทดสอบราว 3,400 คน พบว่าวัคซีน Sinovac ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 91% ขณะที่ในประเทศอินโดนีเซียที่มีผู้เข้าร่วมทดสอบราว 1,600 คน ป้องกันได้ 65% และประเทศบราซิลที่มีผู้เข้าร่วมทดสอบ 13,000 คน นั้นได้ผลเพียง 50% ซึ่งผลที่ผันผวนนี้อาจเกิดจากขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน

นอกจากวัคซีน 4 ยี่ห้อที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ อีก เช่น Sputnik V จากรัสเซีย Sinopharm และ Cansino จากจีน อีกทั้งล่าสุดประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนของ Johnson and Johnson เป็นกรณีฉุกเฉินแล้วเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่เคยหยุดนิ่ง สามารถเกิดการพัฒนาหรือกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ที่สำคัญลักษณะทางพันธุกรรมของคนในแต่ละเชื้อชาติก็แตกต่างกันไป อายุและโรคประจำตัวก็เป็นปัจจัยหลักต่อประสิทธิภาพหรือการเกิดผลข้างเคียงของวัคซีน เราจึงต้องคอยติดตามข่าวสารกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนในอนาคตประเทศไทยจะได้นำเข้าวัคซีนตัวใดเพิ่มเติมคงต้องติดตามกันต่อไป

 

 

สร้างความสบายใจ ได้ที่ Howden Maxi 

Facebook: https://www.facebook.com/howdenmaxi
Line@ : https://lin.ee/vZ7RQYe
 
 

อ้างอิง:

https://www.cdc.gov/vaccines/covid-19/info-by-product/pfizer/index.html

https://www.cdc.gov/vaccines/covid-19/info-by-product/moderna/index.html

https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-vaccines-johnson-j/u-s-authorizes-jjs-covid-19-vaccine-making-it-third-available-idUSKCN2AR0PT

https://edition.cnn.com/2021/03/15/europe/italy-lockdown-europe-coronavirus-monday-scli-intl/index.html

https://www.astrazeneca.com/media-centre/press-releases/2021/covid-19-vaccine-astrazeneca-confirms-protection-against-severe-disease-hospitalisation-and-death-in-the-primary-analysis-of-phase-iii-trials.html

https://www.nytimes.com/2021/02/07/world/africa/covid-vaccine-astrazeneca-south-africa.html

https://www.bbc.com/news/world-africa-55975052

https://www.astrazeneca.com/media-centre/press-releases/2020/azd1222hlr.html

ปัจจุบันมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากหลากหลายบริษัททั่วทุกมุมโลก จวบจนถึงวันนี้ในหลายๆ ประเทศก็ได้เริ่มทยอยฉีดวัคซีนกันไปแล้วกว่า 100 ล้านโดส โดยกลุ่มอาเซียนเองก็มีประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ได้รับวัคซีนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จากนั้นก็ตามมาด้วยประเทศอินโดนีเซีย และประเทศลาว ส่วนประเทศไทยนั้นมีแผนที่จะฉีดวัคซีน Sinovac ให้ได้ 2 ล้านโดสภายในเดือนพฤษภาคม และวัคซีน AstraZeneca อีก 61 ล้านโดสภายในเดือนธันวาคมปีนี้ ซึ่งวัคซีนแต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร หรือมีผลข้างเคียงใดที่ต้องระวัง เราได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ให้ดังต่อไปนี้

 

AstraZeneca-Oxford

วัคซีน AstraZeneca เป็นวัคซีนชนิด Viral Vector สามารถใช้ได้กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มีขนาดในการให้ทั้งหมด 2 โดส แต่ละโดสห่างกัน 3 สัปดาห์ โดยวัคซีนนี้สามารถเก็บรักษาในตู้เย็นได้อย่างน้อย 6 เดือน ผลการทดสอบในเฟส 3 ของวัคซีน AstraZeneca พบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันอาการป่วยได้เฉลี่ย 70% ตั้งแต่การฉีดโดสแรก และยังลดการแพร่เชื้อแบบที่ไม่มีอาการลงไปได้ถึง 67% ซึ่งในการทดสอบนี้มีอาสาสมัครเข้าร่วมทั้งสิ้นเกือบ 2 หมื่นคนจากประเทศอังกฤษ บราซิล และแอฟฟริกาใต้ โดยองค์กรยายุโรป (EMA) ระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนโดยเฉลี่ย 50% จะมีผลข้างเคียงเป็นอาการปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่โดสที่สองผลข้างเคียงจะลดลง

ทว่ากับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟฟริกาใต้ที่กลายพันธุ์นั้น วัคซีน AstraZeneca ใช้ได้ผลแค่เพียง 10% - 50% หรือเรียกว่าแทบจะไม่ได้ผลเลย นอกจากนั้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในประเทศออสเตรีย เดนมาร์กและนอร์เวย์ มีรายงานการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 22 ราย เสียชีวิต 1 ราย หลังจากฉีดไปแล้วราว 3 ล้านโดส คิดเป็นอัตราการเกิด 7 คน ต่อ 1 ล้านคน ทั้งนี้หลายประเทศในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น เดนมาร์ก นอร์เวย์ เยอรมนี สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส ก็ได้สั่งระงับการฉีดวัคซีน AstraZeneca ไว้ชั่วคราว

 

 

Pfizer-BioNTech

วัคซีน Pfizer-BioNTech เป็นวัคซีนชนิด mRNA เกิดจากความร่วมมือของบริษัท Pfizer จากประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัท BioNTech จากประเทศเยอรมนี ซึ่งผลจากการทดสอบในเฟส 3 กับอาสาสมัครกว่า 43,000 คนพบว่าวัคซีน Pfizer-BioNTech มีประสิทธิภาพถึง 95%

วัคซีนนี้มีขนาดการให้ทั้งหมด 2 โดส แต่ละโดสห่างกัน 3 สัปดาห์ โดยผู้ที่จะได้รับวัคซีนต้องมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ผลข้างเคียงทั่วไปที่ไม่รุนแรงได้แก่ อาการปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน อ่อนเพลีย ปวดหัว เป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดตามข้อต่อ ซึ่งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่าผลข้างเคียงของการฉีดโดสที่สองอาจมีอาการรุนแรงกว่าโดสแรกได้สูงสุดถึง 4 เท่า ส่วนทางด้านระบบรายงานผลข้างเคียงจากวัคซีน (VAERS) ซึ่งเป็นโครงการติดตามผลวัคซีนโดยความร่วมมือของ CDC และองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ระบุว่าในการฉีดวัคซีน Pfizer-BioNTech จะพบการเกิดอาการแพ้รุนแรงในอัตรา 5 คน ต่อ 1 ล้านคน

นอกเหนือจากนั้นข้อเสียหลักของวัคซีน Pfizer-BioNTechคือความยากในการเก็บรักษาและขนส่ง เพราะวัคซีนชนิดนี้จำเป็นต้องจัดเก็บที่อุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส ทำให้การขนส่งระหว่างประเทศมีต้นทุนสูง

 

 

Moderna

            วัคซีน Moderna ผลิตโดยบริษัท Moderna ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกับวัคซีน Pfizer-BioNTech ดังนั้นจึงมีผลข้างเคียงทั่วไปที่ไม่รุนแรงคล้ายคลึงกัน แต่วัคซีนจาก Moderna นั้นจะก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรงน้อยกว่าวัคซีน Pfizer-BioNTech โดยมีอัตราการแพ้รุนแรงอยู่ที่ 3 คน ต่อ 1 ล้านคน

                วัคซีน Moderna มีขนาดการให้ทั้งหมด 2 โดส แต่ละโดสห่างกัน 4 สัปดาห์ โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งผลจากการทดสอบในเฟส 3 พบว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 ได้ถึง 94%

 

 

 

Sinovac

                วัคซีน Sinovac เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย ผลิตโดยบริษัท Sinovac Biotech จากประเทศจีน วัคซีนนี้มีขนาดการให้ทั้งหมด 2 โดส แต่ละโดสห่างกัน 2 สัปดาห์ สามารถเก็บรักษาได้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2 - 8 องศาเซลเซียส โดยผู้ที่จะได้รับวัคซีนต้องมีอายุระหว่าง 18 - 59 ปี เนื่องจากยังไม่มีผลงานวิจัยออกมารองรับประสิทธิภาพอย่างเพียงพอสำหรับกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และสูงกว่า 59 ปี

จากการทดสอบวัคซีนในประเทศบราซิล ตุรกี และอินโดนีเซีย พบว่าผลที่ได้ค่อนข้างหลากหลายและแตกต่างกันอยู่มาก ในประเทศตุรกีที่มีผู้เข้าร่วมทดสอบราว 3,400 คน พบว่าวัคซีน Sinovac ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 91% ขณะที่ในประเทศอินโดนีเซียที่มีผู้เข้าร่วมทดสอบราว 1,600 คน ป้องกันได้ 65% และประเทศบราซิลที่มีผู้เข้าร่วมทดสอบ 13,000 คน นั้นได้ผลเพียง 50% ซึ่งผลที่ผันผวนนี้อาจเกิดจากขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน

นอกจากวัคซีน 4 ยี่ห้อที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ อีก เช่น Sputnik V จากรัสเซีย Sinopharm และ Cansino จากจีน อีกทั้งล่าสุดประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนของ Johnson and Johnson เป็นกรณีฉุกเฉินแล้วเช่นกัน ทั้งนี้เป็นเพราะเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่เคยหยุดนิ่ง สามารถเกิดการพัฒนาหรือกลายพันธุ์ได้ตลอดเวลา ที่สำคัญลักษณะทางพันธุกรรมของคนในแต่ละเชื้อชาติก็แตกต่างกันไป อายุและโรคประจำตัวก็เป็นปัจจัยหลักต่อประสิทธิภาพหรือการเกิดผลข้างเคียงของวัคซีน เราจึงต้องคอยติดตามข่าวสารกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนในอนาคตประเทศไทยจะได้นำเข้าวัคซีนตัวใดเพิ่มเติมคงต้องติดตามกันต่อไป

 

 

สร้างความสบายใจ ได้ที่ Howden Maxi 

Facebook: https://www.facebook.com/howdenmaxi
Line@ : https://lin.ee/vZ7RQYe
 
 

อ้างอิง:

https://www.cdc.gov/vaccines/covid-19/info-by-product/pfizer/index.html

https://www.cdc.gov/vaccines/covid-19/info-by-product/moderna/index.html

https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-vaccines-johnson-j/u-s-authorizes-jjs-covid-19-vaccine-making-it-third-available-idUSKCN2AR0PT

https://edition.cnn.com/2021/03/15/europe/italy-lockdown-europe-coronavirus-monday-scli-intl/index.html

https://www.astrazeneca.com/media-centre/press-releases/2021/covid-19-vaccine-astrazeneca-confirms-protection-against-severe-disease-hospitalisation-and-death-in-the-primary-analysis-of-phase-iii-trials.html

https://www.nytimes.com/2021/02/07/world/africa/covid-vaccine-astrazeneca-south-africa.html

https://www.bbc.com/news/world-africa-55975052

https://www.astrazeneca.com/media-centre/press-releases/2020/azd1222hlr.html

SHARE